กิจกรรมสร้างสรรค์ (ลำดับที่ 1,589) กระบวนการทางปัญญา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้ตามแนวิถีพุทธ ศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ ชุมชนพอเพียงภิรมย์ ตามรอยพระยุคลบาท เพื่อการเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน
กระบวนการทางปัญญา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้ตามแนวิถีพุทธ ศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ ชุมชนพอเพียงภิรมย์ ตามรอยพระยุคลบาท เพื่อการเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน
……………………………………
เสร็จงานวันวิสาขบูชา เสร็จสิ้นกิจกรรมนวัตกรอาสา กิจกรรมเพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้ตามแนววิถีพุทธ วิถีธรรม วิถีไทย
………………………………………
กระบวนการทางปัญญา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้ตามแนวิถีพุทธ ศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ ชุมชนพอเพียงภิรมย์ ตามรอยพระยุคลบาท เพื่อการเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องโดยความร่วมมือจากหลายฝ่าย มุ่งพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวต้นแบบ ให้คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามศาสตร์พระราชา ที่ว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง กินทุกอย่างที่ปลูก และปลูกทุ่งอย่างที่กิน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์บนฐานวิถี เป็นการเอาความคิด ความรู้ ความสามารถจากพื้นฐานของชีวิตมาเป็นฐานคิด ฐานทำ เพื่อต่อยอดการทำมาหากิน ดำรงชีพอย่างมีความสุข มีคุณค่า มีธรรมะ เป็นสังคมคุณธรรม สังคมเข้มแข็ง สังคมแห่งความเอื้ออาทรไม่ทอดทิ้งกัน กระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ ชุมชนพอเพียงภิรมย์ ตามรอยพระยุคลบาท เพื่อการเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน โดยความร่วมมือกับสาขานวัตกรรมการจัดการชุมชน มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ ด้วยการสร้างนวัตกรชุมชน ที่มีความรู้ ความสามารถ ให้เป็นนวัตกรรมใหม่ในการขับเคลื่อนชุมชนต่อไป การจัดกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะในการคิด การทำ การแก้ปัญหา มาจากฐานวิถีในชิวิตประจำวัน เป็นที่ทราบกันว่า สมรรถนะของทรัพยากรมนุษย์ต้องพัฒนาทั้งทายกาย ทางวาจา และทางใจ ต้องอาศัยสติ สมาธิ เป็นแรงหนุน การพัฒนาสติ ด้วยการพาเจริญสติภาวนา มีกิจกรรมที่หลากหลายเร่ิมด้วย การสาธยายพระพุทธมนต์ การนังสมาธิ การฟังพระธรรมเทศนา การแผ่เมตตา การสนทนาธรรมกับผู้รู้ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ต่างๆ จึงเกิดขึ้นซ้ำๆ และสม่ำเสมอ การเปิดโอกาสให้ซักถาม ให้นำเสนอ ให้แสดงความรู้ความสามารถด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ กล่าวขอบคุณ การปาฐกถา การแสดงพระธรรมเทศนา เป็นต้น ล้วนเป็นกิจกรรมที่สร้างสมรรถนะทางวาจา ให้พูดได้ ให้พูดดี ให้พูดเป็น การออกกำลังกาย ด้วยอาศัยกิจกรรมที่มี อาทิ กวาดวิหารลานธรรม ปลูกต้นไม้ ตัดหญ้า ล้างห้องน้ำ การทำค้างผัก ก่อสร้าง บูรณะซ่อมแซมอาคาร ล้วนให้ทำบนฐานวิถีที่มีสติธรรม เป็นองค์รวมของการสร้างสมรรถนะนวัตกรชุมชนอาสา จำเพาะกิจกรรมวิสาขบูชา พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้นี้ มีกระบวนการ เตรียมการ ปฏิบัติการ และสรุปการ การจัดกิจกรรม ปลูกพืช ปลูกผัก ปลูกรักวันวิสาข์ และกิจกรรมบำเพ็ญกุศลวันวิสาขบูชา มีรายละเอียดมากมายล้วนเป็นฐานกิจกรรมเพื่อการพัฒนา เริ่มจากการคิดวางแผนกิจกรรม การเขียนแผน ออกแบบกราฟิก การประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การพูคคุยการนำเสนอ การเตรียมสถานที่ การออกแบบสถานที่ การปลูก การปรุงดิน ล้วนเป็นกิจกรรมที่อาศัยความคิดสร้างสรรค์เพื่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีงาม หลายวันที่คณะนวัตกรอาสา ประชุมวางแผนเตรียมสถานที่ และลงมือปฏิบัติในการเตรียมสถานที่ ทั้งลานธรรม ลานโพธิ์ ลานผัก ลานไผ่ ด้วยกิจกรรม ทำความสะอาด ตัดหญ้า จัดกระถาง ทำบัญชีรายการผัก ปลูกผัก ทำค้างผัก ทำเอกสารทางวิชาการ ถ่ายรูป อัพเดทเฟสบุ๊ก เว็บไซต์ ไลน์ การติดป้าย เตรียมห้องสัมมนา ห้องอาหาร ห้องสวดมนต์ ห้องน้ำ ห้องประชุม ห้องพัก เตรียมขั้นตอนพิธีการ เป็นการจัดการสถานที่ การจัดการบุคลากร การจัดการพิธีการ โดยนวัตกรชุมชน
……………………………………….
ในมิติของสวนผักสร้างสรรค์ ปลูกพืช ปลูกผัก ปลูกรักวันวิสาข์ เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมแห่งการเรียนรู้ โดย นวัตกรชุมชนต้นแบบวิถีพุทธ
……………………………………….
๑) สวนผักเพื่อยกระดับการพึ่งตนเองด้านอาหารและพึ่งตนเองด้านอื่นๆ มุ่งเน้นสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัย ยกระดับการพึ่งตนเองด้านอาหารของคนในพื้นที่และการพึ่งตนเองด้านอื่นๆ ส่งเสริมการปลูกผักปลอดสาร สร้างอาหารปลอดภัย กินทุกอย่างที่ปลูกและปลูกทุกอย่างที่กิน ทำงานด้วยความรื่นรมย์ มีสติ มีเพื่อน มีงาน มีเงิน และมีเงื่อนไข …………………………………
๒) สวนผักเพื่อการบำบัด ต้องการพัฒนาและสนับสนุนให้เกิดพื้นที่สวนผักเพื่อการบำบัดเยียวยาทั้งในด้าน ร่างกายและจิตใจ โดยใช้พื้นที่สวนผัก/กิจกรรมการปลูกผักเป็นเครื่องมือ ร่วมกับกระบวนการ/กิจกรรมการบำบัดสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อาทิ ผู้ติดยาเสพติด ติดการพนัน กลุ่มด้อยโอกาส ถึงบุคคลทั่วไปที่ต้องการพื้นที่สำหรับการพักผ่อน ผ่อนคลายจากความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาอื่นๆที่ต้องเผชิญ ……………………………….
๓) สวนผักเพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน มุ่งเน้นขยายการเรียนรู้ไปยังโรงเรียน สถานศึกษา กลุ่มคนหรือองค์กรทำงานด้านเด็กและเยาวชนที่ต้องการนำเรื่องการปลูกผัก/สวนผักไปเชื่อมโยงกับการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนที่มากไปกว่าการสอนให้เด็กและเยาวชนปลูกผักเป็นหรือการมีอาหาร ปลอดภัย แต่ใช้กิจกรรมของสวนผักเป็นเครื่องมือให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้เรื่องราวของธรรมชาติ ที่มาอาหาร ทักษะการทำเกษตร การเรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตนเองโดยเริ่มจากการปลูกผัก และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนบูรณาการกิจกรรมเข้าไปสู่หลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดการนำกระบวนการ/หลักสูตรเหล่านี้ ขยายไปยังโรงเรียน สถานศึกษา หรือองค์กรอื่นๆเพิ่มมากขึ้น …………………………
๔) สวนผักเพื่อการสร้างพื้นที่ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ของสังคม เป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มคน ชุมชน องค์กรหรือหน่วยงานที่สนใจรวมกลุ่มกันปลูกผักแบบไม่ใช้สารเคมีใดๆที่นอกจาก จะมีผักสำหรับการบริโภคและแบ่งปันแล้ว จะต้องเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำหรับการทำ กิจกรรมสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ หรือวิถีชีวิตทางเลือกอื่นๆของคนเมือง เช่น เป็นพื้นที่ของการพบปะ พูดคุย กิจกรรมสันทนาการสำหรับคนเมือง,เป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยน แบ่งปันผลผลิต ความรู้ เทคนิคต่างๆ หรือการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น,พื้นที่การสร้างความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการขยะในเมืองเพื่อหมุนเวียนมาใช้ในแปลงผัก,ลดการใช้สิ่งของหรือวิถี ชีวิตที่ทำลายสิ่งแวดล้อม
……………………………………….
เมื่อการทบทวนกิจกรรมก่อนๆ มีมาบ้าง อยากทำบ้าง ผสมผเสกันไป อีกทั้งร้อนวิชาจากสาขานวัตกรรมการจัดการชุมชน จึงกำเนิดโครงการพัฒนา Farm Business Slow Life Phorpiang Phirom Model
ขึ้น ในวันวิสาขบูชา โมเดลธุรกิจฟาร์ม การผสมผสานระหว่างการเกษตร การท่องเที่ยว และการขายสินค้า ในศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ โดยนักศึกษาสาขานวัตกรรมการจัดการชุมชน 2 ปี ต่อเนื่อง ตามโครงบัณฑิตนักพัฒน์นวัตกกรชุมชนต้นแบบวิถีพุทธ
……………………………………………………
ชีวิตจะ Slow Life คือชีวิตที่ได้ทำในสิ่งที่รัก ไม่เร่งรีบ เหนื่อยก็พัก ค่อยเป็นค่อยไปในแบบของเรา มีเวลาหาและสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเอง และได้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ แน่นอนว่านี่เป็นชีวิตที่หลาย ๆ คนปรารถนา เพราะบนโลกแห่งความเป็นจริง มันอาจจะไม่เป็นแบบนั้น ถ้าหากเรามัวมานั่ง Slow Life อยู่ในออฟฟิศ มีหวังโดนเจ้านายเรียกแน่นอน แล้วในวิถีเกษตรหละ เราจะสามารถ Slow Life ได้อย่างที่ว่ามารึเปล่า
1 ใน 5 ของอาชีพ ที่คนทำงานประจำอยากจะลาออก แล้วหันมาทำ คือ "เกษตร" เพราะเป็นนายตัวเอง มีเวลาให้กับตัวเอง และได้อยู่กับครอบครัว ตอนนี้เราจะเห็นว่ามีหลาย ๆ คนที่กลับบ้านทำเกษตรแล้ว ประสบความเร็จ กลายเป็นไอดอลของหลาย ๆ คน ถ่ายทอดผ่านอุดมการณ์ความมุ่งมั่น ที่กลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง สร้างประโยชน์ให้ครอบครัวและชุมชน
คราวนี้เรามาดูกันว่า เกษตรจะ Slow Life ได้จริงไหม แล้วเราจะ Slow Life ได้ยังไง
เอาจริง ๆ ถ้าหากว่าเราต้องมุ่งมั่น เลี้ยงดูครอบครัว การ Slow Life ก็คงจะห่างไกล แต่หากเราสร้างฐานเรามาดีมากเพียงพอ พร้อมที่จะหันไปทำในสิ่งที่รักอย่าง "เกษตร" แบบสบาย ๆ ชิล ๆ ในบั้นปลายชีวิต เรามี 5 วิธีมาฝาก ไปดูกัน
1. ดื่มด่ำ และสัมผัสธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เมื่อเราเลือกลงมือทำเกษตร นั่นแปลว่าเราได้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติเรียบร้อยแล้ว ลองสูดหายใจเข้าลึก ๆ อยู่กับธรรมชาติ ฟังเสียงหัวใจของตนเอง และเดินตามเสียงนั้น ลองถอดรองเท้าเดินย่ำดิน เดินไปร้องเพลงไป จับจอบจับเสียม รดน้ำพรวนดิน เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งก็จะค่ำแล้ว เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ทั้งที่เรายังสนุกกับมันอยู่เลย นั่นแปลว่าเราเริ่มเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติแล้ว
2. เรียนรู้ และเข้าใจในสิ่งที่เลือกจะทำ เลือกจะปลูก ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับพืชแต่ละชนิดที่เราปลูก เรียนรู้และเข้าใจความต้องการว่าพืชแต่ละชนิดต้องการดิน น้ำ และอากาศแบบไหน บางครั้งเราอาจต้องปล่อยให้มีวัชพืชเพื่อล่อความสนใจจากแมลง หรือศัตรูพืชที่จะมายุ่งกับพืชที่เราปลูก นั่นแปลว่าคุณต้องหมั่นศึกษาเรียนรู้ พร้อมกับการลงมือทำไปด้วย ตอนแรกอาจจะถูกบ้างผิดบ้าง แต่เมื่อเราทำบ่อย ๆ เราก็จะเป็นผู้ชำนาญในเรื่องนั้นไปเอง
3. โฟกัสในสิ่งที่ทำ และค่อยเป็นค่อยไป Slow life คือการโฟกัสในสิ่งที่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เรียนรู้จากสิ่งหนึ่งเพื่อต่อยอดไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง จดจ่อและลงมือทำซ้ำ ๆ จดจ่อแล้วทำ ทำแล้วหาข้อแก้ไข เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ดีกว่า สิ่งหนึ่งที่วัดคนล้มเหลวและคนสำเร็จออกจากกัน คือการเริ่มต้นทำ คนล้มเหลวพอเจออุปสรรคแค่นิดเดียวก็ถอดใจจนเลิกทำ ส่วนคนสำเร็จเขาโฟกัสในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะล้มเหลวกี่ครั้ง ก็ยังลุกขึั้นมาได้และลงมือทำต่อโดยไม่ย่อท้อ เพราะสิ่งที่โฟกัสคือความฝันที่ใหญ่เกินกว่าอุปสรรคจะขวางกั้นได้ เราจึงได้เห็นคนสำเร็จแค่ส่วนน้อยการโฟกัสก็เหมือนการตั้งเป้าหมาย ถ้าเป้าหมายชัด ความสำเร็จมาแน่นอน
4. ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวเราเอง บรรยากาศดีหรือไม่ดี อยู่ที่ตัวเราเป็นคนมอง สุขหรือไม่สุข อยู่ที่ตัวเราเป็นคนเลือก เวลาอยู่กับธรรมชาติ ลองปิดเสียงรบกวนจากสมาร์ทโฟนดู ลองหาเพื่อนคุยและใส่ใจกับคนรอบข้างให้มาก เมื่อเรามองแต่สิ่งดี ๆ แค่นี้ก็มีความสุขในวิถีเกษตรได้แล้ว และข้อนี้ ไม่ใช่แค่วิถีเกษตรนะ การใช้ชีวิตในทุก ๆ รูปแบบ ในทุก ๆ บรรยากาศ จะดีไม่ดีก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเรา
5. ให้เราทำราวกับว่ามันไม่ใช่งาน เหมือน ๆ กับการร้องเพลงในห้องน้ำ ให้ร้องราวกับว่าไม่มีคนนั่งฟัง เพราะเราจะกล้าออกท่าทาง กล้าที่จะเปล่งเสียง กล้าที่จะเพี้ยนบ้าง หลงคีย์บ้าง เต้นได้บ้างในบางจังหวะ แต่มันคือความสุข มันคือการได้ปลดปล่อย และทำในสิ่งที่เราชอบ ไม่มีความกดดันจากคนรอบข้าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความสุขที่เกิดขึ้นกับตัวเราเอง
ท้ายที่สุดแล้ว ความ Slow Life จะเกิดขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน มันอยู่ที่เป้าหมาย ถ้าเป้าหมายของเราคือเงิน คือรายได้ คือความมั่นคงในอาชีพการงาน นี่อาจจะไม่ใช่คำตอบ แต่หากเป้าหมายเราคือความสุข ความพอเพียง แบบพอแล้วมันจะดี อยากจะ Slow Life บ้าง ก็คงจะไม่ใช่ปัญหาอะไรอีกต่อไป ……………………………………………………
ธุรกิจ/กิจกรรมนหลัก: Farm Business Slow Life Model ในศูนย์การเรียนรู้มูลนิธิมหาวิชชาลัยธรรมะ โดยนักศึกษาสาขานวัตกรรมการจัดการชุมชน 2 ปี ต่อเนื่อง ตามโครงบัณฑิตนักพัฒน์นวัตกกรชุมชนต้นแบบวิถีพุทธ …………………………………………………….
คนที่ 1 นวัตกรชุมชน “Farm Business Slow Life Model : Farm Stay Porpiang Phirom “
คนที่ 2 นวัตกรชุมชน “Farm Business Slow Life Model : ฟาร์มผักและสมุนไพรออแกนิก
คนที่ 3 นวัตกรชุมชน “Farm Business Slow Life Model : Cafe' or Organic shop Porpiang Phirom”
คนที่ 4 นวัตกรชุมชน Farm Business Slow Life Model : Smart Farm Porpiang Phirom
คนที่ 5 นวัตกรชุมชน Farm Business Slow Life Model ผลิตภัณฑ์หน่อไม้ออร์แกนิก พอเพียงภิรมย์”
คนที่ 6 นวัตกรชุมชน “Farm Business Slow Life Model กลุ่มน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น พอเพียงภิรมย์
คนที่ 7 นวัตกรชุมชน Farm Business Slow Life Model สลัดผักและสมุนไพรเพื่อสุขภาพ









