คุณพ่อโอภาส เจริญสุข พร้อมครอบครัว และกลุ่มญาติธรรมร่วมงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ฟังพระธรรมเทศนา ถวายภัตตาหารเพล ถวายไทยธรรม อุทิศแด่คุณย่าฉวี เจริญสุข อายุ 99 ปี ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมจาริกสังฆวิหาร
19 มิถุนายน 2563 เวลา 11:00 น. คุณพ่อโอภาส เจริญสุข พร้อมครอบครัว และกลุ่มญาติธรรมร่วมงานบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ฟังพระธรรมเทศนา ถวายภัตตาหารเพล ถวายไทยธรรม อุทิศแด่คุณย่าฉวี เจริญสุข อายุ 99 ปี ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมจาริกสังฆวิหาร เมือง North Hollywood California USA. แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ โดยพระครูพิศาลธรรมจารี พระสงฆ์ 4 รูป สวดพระอภิธรรม ทอดผ้าบังสุกุล ถวายไทยธรรม ประเคนภัตตาหาร กรวดน้ำรับพร เป็นเสร็จพิธี
นโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ // มรณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต ติ
ณ โอกาสบัดนี้ อาตมภาพจะได้แสดงพระธรรมเทศนา ปรารภธรรมะตามหลักธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นการส่งเสริม เพิ่มพูนศรัทธาปสาทะ สติปัญญา ที่จะได้นำพาตนเองให้เจริญในธรรม แก่ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย ที่ได้มาประชุมพร้อมกัน ณ ธรรมศาลาแห่งนี้ เนื่องในโอกาสที่คุณพ่อโอภาส เจริญสุข พร้อมด้วยคณะญาติธรรมและครอบครัว ที่พำนักในประเทศสหรัฐอเมริกา ปรารภเหตุจักบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ทอดผ้าบังสุกุล และถวายภัตตาหารเพล แด่คณะสงฆ์ เพื่ออุทิศแด่คุณแม่ฉวี เขริญสุข อายุ 99 ปี ผู้เป็นมารดา ได้ถึงแก่มรณสมัย ด้วยโรคชรา ตามสมควรแก่เวลาสืบต่อไป
ความว่า...มรณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต แปลความว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นบทธรรมที่แสดงให้พุทธศาสนิกชนได้พิจารณาถึงความตายอยู่เนืองๆ ในบททำวัตรเช้า และบทธรรมพิเศษหลังทำวัตร ในกาลบัดนี้คุณแม่ฉวี เจริญสุข ผู้เป็นมารดาของคุณพ่อโอภาส เจริญสุข "ได้ถึงแก่มรณสมัย จากไปอย่างไม่วันกลับ หลับอย่างไม่มีวันตื่น" ยังความเศร้าโศกโทมนัสมาสู่ผู้เป็นบุตร เป็นหลาน คำรบหนึ่ง และด้วยติดสถานการณ์โควิด ทำให้สนามบินปิดทำการ จึงทำให้ผู้เป็นบุตรกลับไปร่วมงานสังสการฌาปนกิจไม่ได้ เป็นเหตุให้โศกเศร้าโทมนัสเป็นคำรบ สอง วันนี้คณะญาติสนิทมิตรสหาย พร้อมด้วยบุคคลอันเป็นที่รักของคุณพ่อโอภาส เจริญสุข ที่พำนักในประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันแสดงน้ำใจทั้งฝ่ายบรรพชิตและคฤหัสถ์ มาเพื่อแสดงน้ำใจให้ปรากฎในยามสูญเสียอย่างกระทันหันของครอบครัวเจริญสุข โดยท่านที่มาในวันนี้มีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ ๑.มาเพื่อแสดงน้ำใจ ๒.มาเพื่อให้ได้ธรรมะ ๓.มาเพื่อทักษิณานุประทาน ซึ่งเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้ผู้วายชนม์
มาเพื่อเเสดงน้ำใจนั้น ในฐานะเพื่อน ในฐานะญาติ ในฐานะครอบครัว ในฐานะคณะทำงาน และที่สำคัญมาแสดงออกแห่งการสูญเสียครั้งสำคัญของครอบครัว สูญเสียแบบยังไม่ทันตั้งตัวเพราะเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน นำมาซึ่งความเศร้าโศก ความเศร้าโศกลดได้บ้างเพราะน้ำใจของพวกเราที่มาร่วมงาน อันแสดงถึงความเป็นกัลยาณมิตร ผู้ปรารถนาดีต่อกัน ในยามมีความสุข กัลยาณมิตรเพิ่มความสุขเป็นหลายเท่า แต่ในยามเศร้านั้น กัลยาณมิตรก็ช่วยลดความเศร้าให้น้อยลง โดยเฉพาะคนที่ยังอยู่ เป็นการแบ่งเบาความเศร้า
มาแล้วยังได้ธรรมะไปด้วย โดยเฉพาะความไม่เที่ยงของชีวิต ความไม่ประมาทในการดำรงชีวิต และคติธรรมที่เราพึงจะได้จากคุณแม่สุริยา ชวลิต เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าอะไรรอเราอยู่ข้างหน้า ท่านเรียกว่า "ความลับของแต่ละชีวิต" ที่เจ้าของชีวิตไม่มีโอกาสทราบล่วงหน้า มีอยู่ ๕ ประการ แม้แต่คุณแม่ฉวี เจริญสุข ก็ไม่อาจทราบนิมิตวิถีชีวิตของตน ชีวิตของคนเราไม่มีนิมิตบอกล่วงหน้า ๕ ประการ
ประการที่หนึ่ง คือ "เราไม่รู้ว่าจะอยู่ในโลกนี้อีกกี่ปี" ท่านทราบไหมว่าเราจะอยู่อีกกี่ปี พระพุทธเจ้า ตรัสว่า..."ต่อให้อยู่ร้อยปี แต่ถ้าเป็นชีวิตที่ประมาท ก็สู้อยู่แค่วันเดียวอย่างมีธรรมะไม่ได้" จะมากจะน้อยวันไม่สำคัญ พระพุทธเจ้าตรัสว่า " ชีวิตที่ไม่ประมาทอยู่เพียงวันเดียวก็มีค่ากว่าชีวิตของผู้ประมาทที่อยู่เป็นร้อยปี " เราอาจไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะอยู่กี่ปี แต่ถ้ายังมีลมหายใจก็อย่าประมาท สร้างคุณค่าให้กับชีวิตต่อไป
ประการที่สอง คือ "เราไม่อาจรู้ว่าจะตายด้วยวิธีการใด" เจ็บป่วย หรือ อุบัติเหตุ จะตายด้วยวาตภัย อัคคีภัย โรคภัย อุทกภัย หรืออุบัติภัย เราก็ไม่อาจจะทราบได้ เป้นความลับของชีวิตประการที่สอง
ประการที่สาม คือ "เป็นความลับว่าเราจะจากโลกนี้ไปในเวลาใด" เราไม่อาจจะล่วงรู้ได้เลยว่า เราจะจากไป ณ เวลาใด จะเป็นเวลาเช้า เวลาสาย เวลาบ่าย เวลาค่ำ เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน ทำให้นึกถึงล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า "เห็นหน้าอยู่เมื่อเช้า สายตาย สายอยู่สุขสบาย บ่ายม้วย บ่ายสดชื่นรื่นราย เย็นดับ ชีพแฮ เย็นอยู่หยอกลูกด้วย ค่ำม้วยอาสัญ" ทุกชีวิตก็เป็นเช่นนี้ ไม่มีข้อยกเว้น
ประการที่สี่ คือ "เราไม่อาจรู้ล่วงหน้าว่าจะทอดร่างลงดับจิตในสถานที่ใด" จะเป็นที่บ้าน โรงพยาบาล หรือ กลางถนน ไม่มีสิทธิ์รู้ ไม่มีสิทธิ์เลือก เป็นความลับของแต่ละชีวิต
ประการที่ห้า คือ "ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน" เราไม่อาจคาดล่วงหน้าได้ ขึ้นอยู่ว่าขณะดับจิตเรานึกถึงสิ่งใด เราทำบุญ ทำบาป ไว้มากมาย เราจะไปเกิดโดยใช้บุญหรือใช้บาป ขึ้นอยู่สุดท้ายเรียกว่า " จุติจิต " นึกถึงอะไร มีอยู่ ๓ เรื่อง คือ ( ๑) กรรม เราทำกรรมทั้งดี ทั้งชั่ว นึกถึงกรรมใด ในวาระสุดท้ายก็ไปเกิดตามกรรมนั้น (๒) ไม่ได้นึกถึงกรรม นึกถึงกรรมนิมิต เครื่องมืออุปกรณ์ในการทำกรรม เช่น ตักบาตร นึกถึงขันข้าว นึกถึงทัพพีที่เคยตักอาหารใส่บาตร สร้างกุฏิ สร้างวิหาร เห็นกุฏิ เห็นวิหาร วาระสุดท้ายจะกลายเป็นวิมานให้เราไปอยู่ในภพภูมิต่อไป (๓) คตินิมิต ฝันเห็นล่วงหน้า เป็นนิมิตเห็นสวรรค์ เห็นวิมาน รอรับเพื่อไปเกิดเป็นสุขคติ ฝันถึงภพภูมิที่จะไปเกิด พระพุทธเจ้าตรัสว่า..."เมื่อจิตผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ย่อมไปสู่สุคติโลกสวรรค์
วันนี้ว่าด้วยบุญที่คุณพ่อโอภาส เจริญสุข และครอบครัว มาบำเพ็ญกุศลอุทิศให้คุณแม่ฉวี เจริญสุข ผู้ถึงแก่มรณสมัยย่อมสำเร็จผล
การทำบุญให้แก่บุพพการีชน ญาติพี่น้อง หรือผู้ที่เรารัก ซึ่งล่วงลับไปแล้วนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ชาวพุทธได้ทำกันสืบมานาน แต่การทำอย่างนี้มีประวัติความเป็นมา แต่ครั้งพุทธกาล การทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายนี้ ท่านเรียกว่า ปุพเพเปตพลี เริ่มมีมาในครั้งพุทธกาลสมัยที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างวัดเวฬุวันถวายแด่องค์สมเด็จพระสัมสัมพุทธเจ้า แต่พระองค์ยังไม่กรวดน้ำอุทิศบุญให้พระญาติของพระองค์ที่ล่วงไปแล้ว ตกเย็นมาเหล่าเปรตที่เคยเป็นพระญาติของพระองค์ในชาติก่อน ๆ ก็มาปรากฏให้เห็นในพระสุบินหรือความฝัน พระเจ้าพิมพิสารก็ตกพระทัยกลัว รุ่งเช้าเสด็จไปที่วัดถวายภัตตาหารและทูลความฝันนั้นให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า เปรตเหล่านั้นเป็นพระญาติของพระองค์ในชาติก่อน มาปรากฏให้เห็นเพื่อที่จะขอส่วนบุญจากพระองค์ ลำดับนั้นพระเจ้าพิมพิสารก็ได้กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญที่พระองค์ได้ทำให้แก่ญาติที่เป็นเปรตเหล่านั้น จนเป็นธรรมเนียมของการกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ผู้ตายของชาวพุทธเราจวบจนปัจจุบันนี้ นอกจากนั้น..ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับการทำบุญให้แก่ผู้ตายอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่า คือ เศรษฐีทำบุญให้ลูกชาย
เล่ากันมาว่า..ในเมืองแห่งหนึ่ง มีเศรษฐีคนหนึ่งซึ่งมีลูกชายที่เป็นที่รักคนหนึ่ง ด้วยความเป็นลูกที่ว่านอนสอนง่าย น่ารักน่ายินดี เศรษฐีก็รักลูกตนเป็นอย่างมาก แต่อยู่มาวันหนึ่งลูกชายกลับเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ สุดท้ายลูกชายก็จากลาเศรษฐีไป เศรษฐีมีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และได้สั่งคนให้สร้างศาลาขึ้นเฉพาะไว้เพื่อบรรจุศพของลูกชายตนที่ป่าช้า และได้สั่งให้คนใช้นำอาหารไปให้ทุก ๆ วัน เพราะกลัวว่า ลูกชายนี้เมื่อตายไปอยู่ในปรโลก แล้วจะไม่มีอะไรดื่มกิน และเชื่อว่า วิญญาณของลูกคงจะได้กินอาหารที่นำไปให้นั้น
แต่อยู่มาเช้าวันหนึ่ง ในขณะคนใช้กำลังจะนำอาหารไปให้ลูกชายเศรษฐีที่บ้านนั้นเหมือนทุก ๆ วัน ก็ปรากฏว่าฝนตกลงมาอย่างแรง นางก็ไม่สามารถไปที่บ้านนั้นได้ เพราะทางไปยากลำบากมากนัก จึงตัดสินใจเดินกลับ แต่ในขณะเดินกลับบ้านก็เห็นพระรูปหนึ่งท่านเดินรับบิณฑบาตอยู่ ก็ได้ถวายอาหารของลูกชายเศรษฐีให้แด่พระรูปนั้น แล้วได้อธิฐานขอพรนั้นว่า ขอบุญส่วนนี้จงแผ่ไปให้แด่ลูกชายเศรษฐีด้วยเทอญ
ตกเย็นมา..เศรษฐีก็ได้เกิดนิมิตฝันเห็นลูกชายของตนมาบอกว่า พึ่งจะได้กินข้าวของพ่อในวันนี้นี่เอง ทำไมพ่อไม่นำอาหารมาให้กินบ้าง เช้ามาเศรษฐีก็โกรธมากเข้าใจว่า คนใช้คงไม่ได้นำเอาอาหารไปให้ลูกชายของตน จึงเรียกนางมาถามสาเหตุ นางคนใช้ก็ตอบไปว่า นางนำไปให้ทุก ๆ วัน แต่เมื่อวานไม่ได้นำไปให้เพราะฝนตกอย่างแรง และหนทางไปไม่สะดวกไปไม่ได้ เลยนำอาหารไปถวายพระรูปหนึ่ง แต่ได้อธิฐานนำส่วนบุญนั้นไปให้แด่ลูกชายท่านเศรษฐี จากนั้น เศรษฐีเองได้เดินทางไปวัดเพื่อถามความนั้นกับพระ พระท่านจึงได้อธิบายความเป็นมาและหลักของการทำบุญอุทิศให้แก่คนตายให้เศรษฐีฟัง เศรษฐีเกิดความเข้าใจแล้วจึงได้ทำบุญให้ลูกชายของตนเรื่อยมา
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า บุญที่ท่านทำอุทิศให้คนตายย่อมสำเร็จผลอย่างแน่นอน ดังที่ปรากฏเป็นบทคาถาบาลีในการให้พรที่พระท่านว่า "ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ .. แปลเป็นไทยได้ว่า "ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้บริบูรณ์ได้ฉันใด ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่โลกนี้ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว ฉันนั้น" ดังนั้น เมื่อเรานึกถึงคุณความดีของผู้ล่วงลับไปแล้ว ก็ควรทำบุญอุทิศให้ผู้ตายโดยเฉพาะพ่อแม่พี่น้องหรือญาติ ๆ ที่มีอุปการคุณแก่เรา เราควรตอบแทนบุญคุณท่านด้วยการทำบุญไปให้ เป็นหน้าที่อีกอย่างของบุตรธิดาที่ต้องทำเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ถ้าท่านได้รับทุกข์ก็จะได้พ้นทุกข์ ถ้าท่านรับความสุขก็จะสุขยิ่งขึ้น ๆ ไป
เป็นที่แน่นอนว่าบุญที่คุณแม่ฉวี เจริญสุข ที่ได้บำเพ็ญมาอย่างสม่ำเสมอนั้น และบุญที่คุณพ่อโอภาส เจริญสุข บุตรพร้อมด้วยคณะญาติธรรม บำเพ็ญกุศลอุทิศไปให้ในวันนี้นั้น ย่อมจะเป็นพลังบุญ เป็นเสบียงบุญให้ดวงวิญญาณของคุณแม่สุริยา ชวลิตไปสู่สุคติสัมปรายภพสืบไป และด้วยการบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ดวงวิญญาณคุณแม่ฉวี เจริญสุข. อันเป็นหน้าที่ของบุตรพึงกระทำต่อบิดามารดาเมื่อคราวมรณสมัยมาถึง ก็จักคลายความเศร้างโศกโทมนัสแก่คุณพ่อโอภา เจริญสุข ลงได้ ด้วยพิจารณาตามบทธรรมดังที่ยกขึ้นเป็นนิกเขปบทเบื้องต้นไว้ ว่า มรณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ ดังนี้
เทศนาปริโยสาเน ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ อาตมภาพขออ้างเอาคุณพระศรีรัตนตรัยและด้วยอำนาจบุญกุศลคุณงามความดีที่คุณพ่อโอภาส เจริญสุข และญิธรรมทั้งหลายได้สมานฉันท์ร่วมกันบำเพ็ญให้เป็นไปตั้งแต่ต้น ขอจงมารวมกันเป็นตบะ เป็นพลวปัจจัย ช่วยปกป้องคุ้มครองญาติธรรมทุกท่าน ให้ปราศจากความเจ็บไข้ได้ป่วย มีสุขภาพพลามัยสมบูรณ์ จงเจริญด้วยสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผลด้วยสิ่งอันพึงปรารถนาจงทุกประการ และขออำนาจแห่งบุญกุศลนี้จงพลันสำเร็จหนุนส่งดวงวิญญาญของคุณแม่ฉวี เจริญสุข จงสู่คติสัมปรายภพสืบไป รับประทานวิสัชนาพระธรรมเทศนา ในสุคติกถา ก็สมสมัยได้เวลา ขอสมมติยุติลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ




























