เรื่องราวแห่งความดีงาม "จากความไม่รู้ สู่ความประทับใจ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมจาริกสังฆวิหาร ลอสแอนเจลิส" โดย พระอาจารย์สุธีร์ ฐิตสุวฑฺฒโน (ผลวัฒนะ)

  • 5 ปีที่แล้ว
  • pichainart1976

"จากความไม่รู้ สู่ความประทับใจ "                                                            โดย พระอาจารย์สุธีร์ ฐิตสุวฑฺฒโน (ผลวัฒนะ)

 เมื่อครั้งก้าวแรกที่ได้เดินทางออกจากประเทศไทย นับว่าเป็นอีกครั้งที่ต้องมีอันจากบ้านจากเมืองอันเป็นที่รัก จำต้องห่างออกไปเป็นพันไมล์หวังเพียงเพื่อค้นหาประสบการณ์ให้กับตัวเอง แต่ถ้าว่าครั้งนี้จะแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะทุกครั้งที่ผ่านมานั้นเมื่อมองหลังแลหน้ายังได้เห็นผู้คนที่รู้จัก หรือมีแม้แต่คนที่คอยจัดการให้ในทุกเรื่อง แต่ครั้งนี้ต้องดำเนินการเองทุกอย่างแม้แต่น้ำสักขวดหรือกาแฟสักแก้วก็ต้องเดินออกไปหาเองทุกอย่าง แถมตลอดเส้นทางนั้นยังคงมีความกังวลใจตลอดเวลาว่าเราจะไปอย่างไร แล้วเมื่อไปถึงแล้วจะมีเหตุการณ์ใดบ้าง ซึ่งไม่สามารถตอบตัวเองได้เลยว่าสิ่งใดนั้นมันจะเกิดกับตัวเรา แต่ก็ยังคงมั่นใจว่าการเดินทางครั้งนี้มีที่พักพิงที่ชัดเจน นอกจากนั้นแล้วก็ไม่รู้อะไรอีกเลย ข้อมูลในหัวมีหลายประการเต็มไปหมดแต่ไม่สามารถหาคำตอบได้สักอย่าง เมื่อเดินทางมาถึงยังสนามบินอินชอน ก็ยิ่งเพิ่มความกังวลให้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ไม่สามารถติดต่อกับใครได้เลย มีโทรศัพท์ก็เหมือนแค่เครื่องคิดเลข ทำได้ก็แค่เดินไปนั่งรอในสนามบินเพื่อรอขึ้นเครื่องต่อ ยังดีที่ยังรู้ว่าต้องต่อเครื่องเท่านั้น เมื่อเครื่องที่จะไปต่อเข้ามาเทียบยังหลุมจอด เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ไปตรวจเพื่อหาเชื่อโควิท -19 อย่างละเอียดแถมมีคำถามถึงเรื่องของการเดินทางว่าก่อนหน้านี้ได้ไปประเทศจีนมาบ้างหรือไม่ หรือไปไหนมาบ้างนั่นคงเป็นเพราะว่าเล่มของเรานั้นเป็นเล่มใหม่ไม่มีการบันทึกการเดินทางใดๆ เลย 

 เมื่อเดินทางมาถึงยังสนามบิน Los Angeles International Airport ประเทศอเมริกา พบกับสิ่งที่ไม่ขาดฟัน คือมีตู้กรอกเอกสารเรียงรายอยู่มากมายจนไม่เข้าใจว่าต้องทำเช่นไร เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็อาศัยดูจากคนอื่นที่เข้าทำคือต้องสอด Passport หน้าที่มี Visa เข้าเครื่องพร้อมทั้งตอบคำถามตามนั้นแล้วจะได้เอกสารมาหนึ่งฉบับ ต้องเอาติดตัวไปเพื่อเข้าไปหา Immigration เพื่อตรวจเอกสาร ผลปรากฏว่าเราถูกพาไปยังห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งมีคนก่อนหน้านี้อยู่หลายคนและมีเจ้าหน้าที่คล้ายหมออยู่ 2 คน ซึ่งเราก็ต้องรอจนผลออกแล้วจึงออกมาได้ เมื่อออกมาเห็นกระเป๋าแทบเป็นลม เกิดอะไรขึ้นกับเราตลอดการเดินทางก็ไม่รู้อะไรแล้วแถมยังมาเจอการตรวจที่เข้มงวดแล้วยังเกิดกับกระเป๋าเดินทางของเราอีก ขนาดเป็นของใหม่ที่โยมถวายมาให้ใช้เป็นครั้งแรก มันยิ่งทำให้คิดว่า "เรามาทำไม" รู้สึกท้อขึ้นในใจตลอดเวลาที่เดินออกมาจากสนามบินมารอผู้ที่จะมารับ และแล้วในที่สุดก็พบกับโยมที่มารับ ยิ่งเดินทางเร็วเท่าใดก็ยิ่งให้คิดหนักว่าการเดินทางครั้งนี้จะพบกับอะไรอีกบ้าง และจะมีอะไรหนักกว่านี้อีกหรือไม่ แต่ถ้าว่าใจหนึ่งบอกว่า "เมื่อคิดจะเดิน ก็ต้องไปให้สุดเส้นทาง แม้เส้นทางจะมีแต่หนาม แต่ปลายทางอาจสวยงามก็เป็นได้" "เมื่อจะเล่นต้องเล่นให้สุดคำ และรำให้สุดแขน"

 เดินทางถึงสถานที่พักเป็นบ้านชั้นเดียว ชื่อ "มูลนิธิพระธรรมจาริก ลอสแองเจลิส (Dhammajarika Foundation of los Angeles) ซึ่งมีพระกำลังทำงานเก็บพื้นที่อันเนื่องจากเพิ่งจบงานเทศน์มหาชาติ และนั้นก็เป็นสิ่งแรกที่ได้เห็นได้และได้พบกับพระภิกษุรูปแรกได้แก่ ท่านพระครูพิศาลธรรมจารี (พระพิชัยนาท สิริจนฺโท ดร.) และรูปที่สอง พระครูวินัยธรบุญกร ปิยสีโล พร้อมกับบรรดาญาติโยมที่ร่วมกันอยู่ในสำนักฯ มากมายหลายท่าน ซึ่งต่างก็ให้การต้อนรับอย่างเป็นกันเองเกินกว่าที่คิด เป็นประเด็นแรกที่ทำให้เกิดความประทับใจในวันแรกที่ได้พบ และสิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการต้องถูกเก็บตัวในศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ อันเนื่องจากการระบาดของ Covid- 19 ทำให้ไม่สามารถออกไปที่ใดได้แถมสถานที่ต่างๆ ในประเทศอเมริกาก็ปิดดำเนินการ และสถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถสัมผัสได้คือความอบอุ่นแม้จะเป็นเพียงสถานที่เล็กๆ แต่ก็เต็มอิ่มไปด้วยน้ำใจ มากมายด้วยไมตรี เปรมปรีด้วยธรรมะ ซึ่งบรรยากาศโดยรอบของศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ นั้นยังคงมีความแปลกตาทำให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจได้ตลอดเวลา มากมายไปด้วยดอกไม้และความร่มรื่นแห่งธรรมชาติที่สามารถรังสรรค์ให้เกิดเป็นสัปปายสถาน แถมยังมีบรรยากาศที่เงียบสงบอันเนื่องจากการระบาดของไวรัส และยังมีประกาศที่เข้มงวดจากทางบ้านเมือง ยิ่งทำให้ศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ แห่งนี้กลายเป็น "ปฎิรูปะเทสะวาโส จะ เอตัมมังคะละมุตตะมัง การอยู่ในประเทศอันสมควร" ซึ่งยิ่งทำให้สิ่งที่คิดถึงไว้ตลอดการเดินทางจากประเทศไทยนั้นได้มลายหายไปอย่างปลิดทิ้ง อันเนื่องจากได้มาพบสถานอันเป็นมงคล ประกอบด้วยธรรม คืออยู่ด้วยไมตรี เปล่งวจีไพเราะ พอเหมาะกับความเป็นอยู่

เมื่อต้องอยู่แต่ภายในสถานปฏิบัติธรรมฯ แห่งนี้สิ่งประทับใจประการต่อมาคือการได้รับ "โอกาส" เพราะโอกาสนั้นไม่ได้เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง แต่ถ้าว่าอยู่ที่ตัวเราจะไขว้ขว้าโอกาสนั้นได้สักเพียงใด การอยู่อย่างพระภิกษุสงฆ์ สิ่งที่ต้องทำคือการอยู่อย่างธรรมและการเผยแผ่ธรรม จึงเป็นเหตุให้เกิดโอกาสมากมายได้ประพฤติปฏิบัติ และที่สำคัญเป็นการเรียนรู้เพิ่มพูนในสิ่งที่ขาด ซึ่งทางศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ ได้ให้โอกาสเช่นนั้นโดยตลอด เป็นการเรียนรู้ที่คุ้มค่ากับการเดินทาง เป็นการเติมสติให้เกิดความพร้อม มีการถ่ายทอดงานวิชาการ เรียกได้ว่าการเดินทางมายังศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ ประเทศอเมริกา เมืองลอสแองเจลิส ในครั้งนี้ได้ 3 ประการครบถ้วนคือ "ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวท" ได้แสดงพระธรรมเทศนา มีการฝึกฝนการใช้เทคโนโลยีในการถ่ายทอดสดช่วงที่ต้องในการแสดงออกถึงความคิดเห็น มีการปฏิบัติธรรมตามการ ฯลฯ 

จากการพำนักอยู่ในศูนย์ปฏิบัติธรรมฯ คือสิ่งที่เรียกว่า "น้ำใจของคนไทย" ที่มีให้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการสร้างความเป็นกันเองจนรู้สึกคล้ายกับยังคงอยู่เมืองไทย จึงเป็นความประทับใจที่ไม่อาจลืม เพราะที่สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ก็มีญาติโยมแวะมาสร้างสรรค์บรรยากาศ ให้ได้คลายความคิดถึงบ้านเมือง หรือวัดฯ ลงได้อย่างไม่คาดคิด และที่สำคัญเวลาญาติโยมแวะมาที่สถานปฏิบัติธรรมฯ มักจะไม่มามือเปล่า จะมีการนำภัตตาหารหรือเป็นสังฆทานหลายอย่างมากถวายแด่พระภิกษุที่พำนักอยู่ ณ สถานปฏิบัติธรรมฯ แห่งนี้ และที่สำคัญที่วิตกกังวลมาโดยตลอด เพราะจากคนรอบข้างแม้แต่พระด้วยกันได้ชี้แจงแถลงเรื่องของวัฒนธรรมอาหารการขบฉันของประเทศอเมริกาว่า มีแต่แป้งกับไส้กรอกและเนื้อนานาชนิด โดยเฉพาะจำพวกแซนวิทหรือแม้แต่พิชซ่า ซึ่งให้ลำบากใจตลอดเวลา เพราะความไม่เคยแถมยังไม่ชอบเอาเป็นการส่วนตัว แต่เมื่อว่าถึงกับตรงข้ามทุกอย่างที่ญาติโยมนำมาถวายนั้น ล้วนแล้วแต่เป็น "Thai foods" ล้วนๆ ซึ่งยิ่งทำให้คลายความคิดถึงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภัตตาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารไทยผสมกับอาหารภาคพื้นอีสาน และที่สำคัญอีกประการนอกจากจะเป็นอาหารไทยแล้วยังมีรสชาติที่เรียกได้ว่าเลิศรสแบบชนิดที่ว่าหาตัวจับได้อยากที่เดียว โดยเฉพาะชุดโยมแม่ครัวทุกคนที่พยายามปรุงแต่งและสรรค์หาวัสดุในการผลิตอาหารเพื่อนำมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ ให้ได้อรรถที่เลิศรสมากที่สุด  

 ซึ่งจัดได้ว่าการเดินทางสู่ประเทศอเมริกาในครั้งนี้นั้น แม้จะต้องประสบกับการระบาดของเชื้อไวรัสร้ายคือ covid-19 ซึ่งพรากผู้คนในประเทศอเมริกา และทั่วโลกเป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังคงมีความประทับใจที่มิอาจรู้ลืม แม้จะมิได้ออกไปที่ใดเลย แต่ก็มีความสุขใจกับสิ่งที่ได้ทำและนอกจากนี้ยังเป็นการฝากรอยประทับ ที่ทุกฝ่ายต่างก็ไม่อาจกล่าวออกมาเป็นภาษาให้เกิดความเข้าใจได้ แต่ก็สามารถสื่อสารกันด้วยรอยยิ้ม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นในอนาคต เวลาที่ผ่านมา 90 วันแม้จะรังสรรค์สิ่งต่างๆ ได้ไม่มาก แต่สิ่งที่ได้รับกับมากกว่า ซึ่งจะขอเก็บเวลาอันดีงามเหล่านี้ทุกวันทุกวินาที เอาไว้ในขวดแก้วแล้วเก็บไว้ในใจเพราะเมื่อเปิดออกที่ไร ก็จะพบแต่สิ่งประทับใจและความอบอุ่นอันมิอาจรู้เลือนหรือจางหายไปได้เลย 

ขอเจริญพร

พระสุธีร์ ฐิตสุวฑฺฒโน (ผลวัฒนะ) 22/6/2563


อัลบั้มภาพ

`