สาธยายพระไตรปิฏก ครั้งที่ 8 “มหาสติปัฏฐานสูตร (กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน)" โดย ดร.รุ่งนภา พรมเพ็ชร ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมจาริกสังฆวิหาร เมือง North Hollywood California USA.
สาธยายพระไตรปิฏก ครั้งที่ 8 “มหาสติปัฏฐานสูตร” วันที่ 3 กันยายน 2563 เวลา 18:45 น. โดย ดร.รุ่งนภา พรมเพ็ชร ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมธรรมจาริกสังฆวิหาร เมือง North Hollywood California USA.
มหาสติปัฏฐานสูตร หรือ สติปัฏฐานสูตรเป็นพระสูตรที่รวมวิธีการปฏิบัติวิปัสสนาด้วยการเจริญสติ ที่เรียกว่า สติปัฏฐานสี่ คือ การมีสติอันเป็นไปใน กาย, เวทนา, จิต, และ ธรรม จนเห็นรูปนามตามความเป็นจริงว่าเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเป็นทางสายเอกในอันที่จะนำพาผู้ปฏิบัติไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพานได้
มหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ชาวกุรุชนบท ชื่อว่ากัมมาสทัมมะ [1][2][3] โดยปัจจุบันเมืองกัมมาสทัมมะอยู่ในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย. สติปัฏฐานสูตรหรือมหาสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นแนวทางปฏิบัตินี้มีเป้าหมายเดียว คือ การบรรลุนิพพาน.
มหาสติปัฏฐานสูตร เมื่อพิจารณาจากพระพุทธพจน์ตอนเริ่มพระสูตร อาจกล่าวได้ว่าพระสูตรนี้แสดงหลักการพัฒนาตนเพื่อเป้าหมายคือการบรรลุนิพพานสำหรับบุคคลหลายจริต หลายระดับ[4] คือให้มีสติสัมปชัญญะตามดูอารมณ์กรรมฐานไม่ขาดตอนให้รู้เห็นเท่าทันตามความเป็นจริง[5] เพื่อไม่ถูกครอบงำด้วยอำนาจกิเลสต่าง ๆ โดยมีแนวปฏิบัติ 4 ขั้นตอนไล่จากการตามพิจารณาอารมณ์กรรมฐานที่หยาบไปจนละเอียด คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม(เหตุเกิดเหตุดับ).
มหา เป็น คุณศัพท์ แปลว่า ใหญ่
สูตร เป็น นามกิตก์ แปลว่า การฟัง หรืออาจแปลได้อีกหลายความหมาย แต่ในที่นี้หมายถึงพระสูตรในพระไตรปิฎกหมวดสุตตันตปิฎก ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ได้ฟังแล้วจำมาได้.
สติปัฏฐาน ดูที่ สติปัฏฐาน 4
มหาสติปัฏฐานสูตร หมายถึง พระสูตรที่กล่าวถึงวิธีเจริญสติปัฏฐาน 21 บรรพะ อยู่ในพระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เป็นสูตรที่ 9 รองสุดท้ายของวรรคนี้
สติปัฏฐานสูตร คือ พระสูตรที่กล่าวถึงวิธีเจริญสติปัฏฐาน สติปัฏฐานสูตรนี้อาจมีอยู่ในพระไตรปิฎกหลายที่แล้วแต่ท่านจะตั้งชื่อ แต่ที่นิยมเอามาพูดถึง จะอยู่ในพระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ กล่าวถึงวิธีเจริญสติปัฏฐาน 21 บรรพะเหมือนในทีฆนิกายนั่นเอง
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
กายานุปัสสนาสติปัฏฐานแสดงวิธีทำกรรมฐานด้วยการตามดูกาย 14 บรรพะ. ตามหลักเนตติปกรณ์บรรพะนี้เหมาะสำหรับการเริ่มต้นของตัณหาจริต ที่มีอินทรีย์คือปัญญาอ่อนกำลัง เพราะกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นรูปกรรมฐานเป็นของหยาบพิจารณาได้ชัดเจนง่ายกว่านามกรรมฐานใน 3 สติปัฏฐานที่เหลือ. ตามอรรถกถาของเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานและหลักเนตติปกรณ์ ผู้ที่ปฏิบัติตามกายานุปัสสนาสติปัฏฐานจนสามารถตทังคปหานหรือวิกขัมภนปหานอภิชฌาและโทมนัสได้แล้ว เท่ากับได้รูปกรรมฐานแล้ว ฉะนั้น จะต้องทำสติปัฏฐาน 3 ข้อหลังต่อด้วย, เพื่อทำปหานในอรูปธรรมด้วย ไม่เช่นนั้น อนุสัยกิเลสก็จะนอนเนื่องในอรูปกรรมฐานเหล่านั้น คอยเป็นอุปปนิสสยปัจจัยแบบอารัมมณะแก่ปริยุฏฐานกิเลส. อนึ่ง ในทุกๆ ท้ายบรรพะ จะมีการทำภังคญาณในสติของจิตดวงที่ทำรูปกรรมฐานหรืออรูปกรรมฐานดับไปในวาระจิตก่อนหน้าด้วย เพราะแม้เมื่อทำกรรมฐานทั้ง 21 บรรพะจนเป็นตทังคปหานหรือวิกขัมภนปหานแล้ว แต่อภิชฌาและโทมนัสก็ยังสามารถอาศัยอยู่ในจิตที่เพิ่งทำวิปัสสนาได้. ต่อไปนี้เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน 14 แบบ:-
1. อานาปานบรรพะ - แสดงวิธีทำกรรมฐานด้วยการตามดูลมหายใจ หรือ ที่เรียกว่า อานาปานสติ โดยพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้อย่างย่อเฉพาะฝ่ายสมถะ 4 ข้อ จาก 16 ข้อ ในอานาปานัสสติสูตร.
อรรถกถากล่าวว่า "บรรพะนี้เหมาะกับสมถยานิก[6]" เพราะเป็นกรรมฐานที่ทำให้ถึงโลกิยอัปปนาได้. ส่วนวิปัสสนาที่เหลือ 12 ข้อในอานาปานัสสติสูตร ถูกย่อไว้ในท้ายบรรพะที่แสดงวิธีการเจริญทั้งสมถะและวิปัสสนาไว้ว่า "โยคีตามเห็นเหตุเกิดในกายบ้าง ตามเห็นเหตุดับในกายบ้าง (สมุทยธมฺมานุปสฺสี วา ฯลฯ)", ซึ่งอรรถกถาอธิบายข้อความนั้นไว้ 2 ส่วน คือ
ส่วนสมถะ อธิบายเหตุให้เกิดลมหายใจ
ส่วนภังคญาณ อธิบายนิโรธสัจของสติในจิตที่พิจารณาเหตุเกิดส่วนสมถะไป
อนึ่ง บรรพะนี้และทุกบรรพะรวมถึงในอุทเทส แยกออกเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนอารมณ์ที่ถูกตามดู จะอยู่ก่อนอนุปัสสี (ตามพิจารณาเห็น) และ อิติ (ดังนี้) ศัพท์ ซึ่งส่วนนี้ของแต่ละบรรพะจะเหมาะกับสมถยานิกหรือวิปัสสนายานิกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น. อย่างอานาปานสติบรรพะนี้ ท่านแสดงว่าเป็นสมถยานิก.
ส่วนสติสัมปชัญญะที่ตามดู จะอยู่หลังอนุปัสสีและอิติศัพท์ ซึ่งส่วนนี้ของแต่ละบรรพะจะให้ตามดูอารมณ์กรรมฐานนั้นๆ ทั้งของตนเองและของผู้อื่น แต่ตอนจบจะเหมือนกัน คือ ภังคญาณที่พิจารณาอริยสัจในสติดวงที่เพิ่งดับไปหลังทำกรรมฐานในอารมณ์ที่แสดงไว้ในส่วนแรกของบรรพะ.
อนึ่ง ส่วนนี้ในพระไตรปิฎกของมหายานไม่มี เพราะตามมหาโคสิงคสาลสูตรพระเถระผู้นำในสังคายนาครั้งที่ 1ของเถรวาท ส่วนมากท่านเป็นลูกศิษย์พระสารีบุตรอัครสาวกด้วย ฉะนั้น ท่านจึงแสดงมหาสติปัฏฐานสูตรตามที่ฟังมาจากพระสารีบุตร เพราะพระพุทธเจ้ายกย่องธรรมะที่พระสารีบุตรแสดงให้เทียบเท่ากับที่พระองค์แสดง, ส่วนทางนิกายอื่นรวมถึงมหายานนั้น สังคายนากันโดยไม่มีพระเถระเหล่านั้นอยู่ด้วย ฉะนั้น พระสูตรฝั่งมหายานจึงไม่มีส่วนที่มาจากพระสารีบุตร ทั้งในสูตรนี้ และทั้งอภิธรรมด้วย.
วิสุทธิมรรคกล่าวว่า อานาปานสติเป็นกรรมฐานสำหรับโมหจริต (คนขี้ลืม). และกล่าวว่า สติมีหน้าที่ทำให้จิตเจตสิกไม่หลงลืมอารมณ์ (อสัมโมหรสา), ดังนั้น ถ้ายังเป็นคนขี้หลงขี้ลืมอยู่ สติก็จะไม่สามารถเจริญได้. พระพุทธเจ้าจึงต้องแสดงอานาปานสติก่อนบรรพะอื่นเพื่อข่มความขี้ลืมนี้ไว้ก่อนจะไปทำกรรมฐานบรรพะอื่น เพราะลมหายใจอยู่กับตัวและเคลื่อนไหวอัตโนมัติอยู่ตลอด ลมหายใจจึงเป็นกรรมฐานที่เหมือนมีคนมาสะกิดไม่ให้ลืมอยู่ตลอด ในระยะเริ่มกรรมฐานจึงง่ายต่อการรักษาสติไว้มากกว่ากรรมฐานกองอื่น, ลมหายใจมีระดับสำหรับการฝึกที่ชัดเจน คือ ถ้าลมหายหาลมไม่เจอแสดงว่า สติไม่มีกำลังพอจะรู้ลมในระดับนั้น, และใช้มนสิการน้อย คือ เมื่อหลงลืมกรรมฐานไปแล้ว เพราะสติไม่มีกำลังหรือเพราะไปใส่ใจเรื่องอื่นก็ตาม แต่ลมหยาบก็ยังคงมาปรากฏเตือนให้เห็นเรื่อยๆ อยู่ดี. จะเห็นได้ว่า กรรมฐานอื่นไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้สมบูรณ์เท่าอานาปานัสสติเลย, ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงแสดงอานาปานบรรพะก่อน เพราะเกื้อกูลต่อการเจริญสติมากที่สุด.
2. อิริยาปถบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานที่เรียนมาใดๆ ทั้งสมถะและวิปัสสนาให้ต่อเนื่องทุกอิริยาบถใหญ่ทั้ง 4 อิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน. กล่าวคือ เมื่อเรียนกรรมฐานมีอานาปานัสสติเป็นต้นแล้ว ก็ให้บริหารให้เจริญขึ้นต่อเนื่องอยู่ตลอดทั้งอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อย.
มีประเด็นว่า มหาอรรถกถา[7]ไม่ให้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยใช้อิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อย เพราะอิริยาบถไม่ใช่สัมมสนรูป, แต่พระมหาสิวะได้อธิบายวิธีที่สามารถนำมาทำวิปัสสนาได้ โดยการแยกรูปปรมัตถ์ออกจากอิริยาบถที่เป็นอัตถบัญญัติ แล้วทำวิปัสสนาเฉพาะในสัมมสนรูป. อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์โดยหลักจตุพยูหหาระแล้ว วัตถุประสงค์ของบรรพะนี้ คือ การเน้นให้โยคีทำกรรมฐานที่เรียนมาเช่นอานาปานัสสติเป็นต้นตลอดเวลาไม่ขาดช่วง, ฉะนั้น มติของมหาอรรถกถาจึงอธิบายโครงสร้างของสูตรได้ตรงตามพุทธประสงค์มากกว่า. ส่วนมติของพระมหาสิวะนั้นก็ถูกต้องตามหลักธรรมะและช่วยอธิบายเรื่องสมถยานิกและวิปัสสนายานิกที่มาในมหาอรรถกถาด้วย แม้จะไม่เข้ากับโครงสร้างของสูตรนี้ก็ตาม. ทั้งสองมติไม่ได้ขัดแย้งกันและเป็นประโยชน์ทั้งคู่ พระพุทธโฆสาจารย์จึงไม่ตัดสินถูกผิดใดๆ ในสองมตินี้ เพียงแต่ให้มติของมหาอรรถกถาเป็นมติหลัก เพราะมติของมหาอรรถกถาเข้ากับโครงสร้างของสูตรมากกว่า.
อิริยาบถบรรพะและสัมปชัญญะบรรพะ เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับวิปัสสนายานิก เพราะ
มหาอรรถกถา ว่าบรรพะนี้ไม่ได้แสดงอารมณ์กรรมฐานไว้โดยตรง เพราะเป็นแค่บรรพะที่ย้ำให้ทำกรรมฐานใดๆ ให้ตลอดเวลาไม่มีหยุดพัก จึงไม่แสดงอารมณ์ของกรรมฐานไว้โดยตรง, อิริยาบถเองก็เป็นทั้งบัญญัติด้วย ซ้ำอิริยาบถยังเป็นบัญญัติแบบเดียวกับอสัมมสนรูปด้วย อรรถกถาจึงกล่าวว่าไม่ต้องเรียนกรรมฐานใน 2 บรรพะนี้. อย่างไรก็ตามเมื่อทำธาตุมนสิการบรรพะแล้วจะสามารถแยกอิริยาบถบัญญัติจากปรมัตถ์ตามคำอธิบายของพระมหาสิวะด้านล่าง ก็จะได้อารมณ์เป็นรูปปรมัตถ์ ซึ่งรูปปรมัตถ์ไม่เป็นอารมณ์ของอัปปนาฌาน, ฉะนั้น อัปปนาจึงไม่เกิดในสองบรรพะนี้, แต่สามารถทำวิปัสสนาได้. ในมหาอรรถกถาของสองบรรพะนี้จึงแสดงวิปัสสนาไว้ และกล่าวว่าบรรพะนี้เหมาะกะสมถยานิก.
พระมหาสิวะอธิบายคำของมหาอรรถกถาว่า อารมณ์ที่แสดงในบรรพะนี้และสัมปชัญญะบรรพะไม่ใช่อารมณ์แบบอัปปนากรรมฐาน 30 จึงทำให้ถึงอัปปนาไม่ได้, และยังไม่ใช่ธรรมที่ควรสัมมสนะอีกด้วย. แต่เมื่อผ่านธาตุมนสิกาบรรพะมาแล้ว ก็จะสามารถแยกอิริยาบถและสัมปชัญญะไม่ให้เป็นสัตว์บุคคลได้ ดังนั้น จึงสามารถทำวิปัสสนาได้.
อัปปนาสามารถเกิดได้ง่ายกว่าในอิริยาบถนั่ง, ถ้าท่านแสดงสองบรรพะนี้เป็นสมถะด้วย โยคีผู้ใหม่จะเดินบ้าง นอนบ้างทำสมถะ ซึ่งเป็นอิริยาบถที่ยากต่อการทำให้เกิดอัปปนา. แม้ผู้ที่ได้วสีแล้ว อิริยาบถนั่งก็ยังเป็นอิริยาบถที่เข้าอัปปนาได้ง่ายกว่า. อย่างไรก็ตาม สมถยานิกผู้ใหม่เมื่อเริ่มทำสมถะก็ควรทำทั้งอิริยาบถใหญ่และย่อยเช่นกันเพื่อรักษานิมิตกรรมฐาน เพียงแต่เน้นที่อิริยาบถนั่งเพราะจิตจะตั้งมั่นได้ง่ายกว่า กรรมฐานจะเจริญขึ้นง่ายและไวกว่าอิริยาบถอื่น.
ด้วยประการดังกล่าวมาแล้วนั้น อิริยาบถบรรพะและสัมปชัญญะบรรพะจึงเหมาะกับวิปัสสนายานิก. นอกจากนี้ มหาอรรถกถาของบรรพะนี้ก็อธิบายไว้ตามแนววิปัสสนาด้วย.
3. สัมปชัญญบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานใดๆ ที่เรียนมาทั้งสมถะและวิปัสสนาให้ต่อเนื่องทุกอิริยาบถย่อยทั้ง 7 คือ เดินหน้า ถอยหลัง แล เหลียว เหยียด คู้ ใช้สอยข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ. คำอธิบายที่เหลือดูคำอธิบายอิริยาบถบรรพะข้างบน.
4. ธาตุมนสิการบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยธาตุ 4อย่างย่อ คือ แสดงเพียงธาตุดิน (m-มวล) ธาตุน้ำ (a-ความดึงดูด,ความเร่ง,ความหนืด) ธาตุไฟ (t-อุณหภูมิ) ธาตุลม (v,u-ความเร็ว,ความไหว) ซึ่งต่างจากมหาหัตถิปโทปมสูตรที่แสดงไว้อย่างละเอียดกว่า. บรรพะนี้เหมาะกับวิปัสสนายานิก เพราะธาตุ 4 เป็นรูปปรมัตถ์ ไม่ใช่อารมณ์ของอัปปนา อรรถกถาของบรรพะนี้จึงอธิบายทั้งสองส่วนของสูตรเป็นกรรมฐานวิปัสสนาทั้งหมด คือ จตุธาตุววัตถานในส่วนแรกและภังคญาณในส่วนหลัง.
จตุธาตุววัตถานแสดงต่อจากอานาปานัสสติ,อิริยาบถ,และสัมปชัญญบรรพะ เพราะสมถวิปัสสนาเป็นยุคนัทธธรรม ต้องเจริญคู่กัน. ฉะนั้น แสดงอานาปานสติในอิริยาบถใหญ่น้อยแล้ว จึงแสดงรูปกรรมฐานด้วยจตุธาตุววัตถานต่อกัน. จะเห็นได้ว่า ในอรรถกถาของ 3 บรรพะจึงกล่าวถึงจตุธาตุววัตถานวิปัสสนาในฐานะรูปกรรมฐานไว้ แม้ว่าวิปัสสนาในรูปกรรมฐานควรจะเริ่มที่บรรพะนี้ก็ตาม นั่นก็เพราะเหตุที่สมถวิปัสสนาเป็นยุคนัทธธรรมนั่นเอง.
5. ปฏิกูลมนสิการบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยการระลึกถึงแต่อวัยวะ 32 หรือที่เรียกว่า อาการ 32. บรรพะนี้เหมาะกับสมถะยานิก เพราะมีอารมณ์เป็นอวัยวะสมูหฆนอัตถบัญญัติจึงสามารถบรรลุโลกิยอัปปนาได้. คำอธิบายที่เหลือดูคำอธิบายอานาปานบรรพะข้างบน.
6-14. นวสีวถิกาบรรพะ - แสดงวิธีการทำกรรมฐานด้วยสีวถิกหรือ ซากศพไว้ 9 วาระ. มหาอรรถกถาแนะนำว่า "บรรพะนี้เหมาะกับสมถยานิก" เพราะอารมณ์ของอสุภกรรมฐานที่ทำให้บรรลุโลกิยอัปปนาได้. และพระมหาสิวะได้กล่าวเสริมว่า "บรรพะนี้แสดงวิปัสสนา" ไว้ด้วย เพราะพระพุทธเจ้าทรงแสดงนวสีวถิกาไว้ด้วยสำนวนอาทีนวญาณ. สรุปว่า อารมณ์เหมาะกับสมถยานิก แต่ก็สามารถนำไปทำวิปัสสนาได้เช่นกัน.
อ้างอิง https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3






































