ข่าวสารสร้างสรรค์ (ลำดับที่ 287) “พระเมตตา พระบารมี พระอารมณ์ขัน” สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร
“พระเมตตา พระบารมี พระอารมณ์ขัน”
………………………………..
วันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2566 ในเวลาเช้ามืด(ตี5) ข้าพเจ้าพร้อมโชว์เฟอร์มุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพมหานคร เป้าประสงค์มุ่งหน้าที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ตามนัดหมายกับคณะกัลยาณมิตร คณะทำงานมูลนิธิพระธรรมจาริกสังฆวิหาร เพื่อขึ้นเฝ้าสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ด้วยว่าวันนี้เป็นวันจันทร์รถราม้าใช้ตามถนนทุกเส้นทางจึงติดมากตั้งแต่ขึ้นทางด่วนแจ้งวัฒนะ ยาวไปจนถึงด่านยมราช ระหว่างนี้คณะที่นัดหมายไว้ต่างก็ทะยอยเดินทางถึงวัดราชบพิธฯ กันแล้ว ประกอบด้วย คุณแพม คุณแซม คุณสมบัติ คุณไก่ คุณเจน และคุณนุ้ย ถ่ายรูปมาอวดในอินบล๊อคเฟสบุ๊ค ในขณะที่ข้าพเจ้ายังติดอยู่บนทางด่วน เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้เครียดขึ้นหัว เพราะเกรงว่าจะไม่ทันการ นั่งไป ดูรูปไป บ่นไป ภาวนาไป เวลาก็หมุนไป
………………………………..
จนในที่สุดก็ลงทางด่วนที่ด่านยมราชมุ่งหน้าสู่ถนนหลานหลวง และถนนราชดำเนินนอก ถนนราชดำเนินกลาง แล้วไปเลี้ยวซ้ายที่ถนน….. ตรงไปจนถึงกระทรวงมหาดไทยเลี้ยวขวา เลี้ยวซ้าย เลี้ยวซ้ายอีกครั้ง จนถึงลานจอดรถที่ด้านหน้าวัด มีเจ้าหน้าที่ช่วยเตรียมไว้ให้อย่างเรียบร้อย เมื่อเทียบรถแล้วก็เดินเข้าสู่วัดทางประตูหน้าพระอุโบสถ เห็นคณะที่นัดหมายรอขึ้นเฝ้าพร้อมกันแล้ว ก็พากันไปที่คณะนอก ชั่น 3 เพื่อตระเตรียมเครื่องสักการะ ผ้าไตร หนังสือที่ระลึก และซักซ้อมลำดับพิธี การประเคน การสนทนา การนั่ง การคลาน เป็นต้น ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ได้รับการซักซ้อมเช่นกัน พร้อมทั้งท่องคำราชาศัพท์สำหรับสมเด็จพระสังฆราช ที่ต้องนำความกราบทูลเจ้าพระคุณสมเด็จฯ คณะกัลยาณมิตรที่มารอขึ้นเฝ้าทุกท่านได้รับการเอาใจใส่จากกองงาน ประสานเรื่องต่างๆเป็นอย่างดี เลี้ยงกาแฟ น้ำดื่ม และสนทนาอย่างเป็นกันเอง จนได้เวลา 09:20 น.
…………………………………….
ตามที่ได้รับแจ้ง คณะเราจะขึ้นเฝ้าเป็นคณะที่ 2 ต่อจากคณะบ่าวสาวคู่สมรสที่มาขอพรมน้ำพระพุทธมนตร์ ดแต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ หรือคณะจะยังไม่พร้อม คณะเราจึงถูกเร่งให้ขึ้นเฝ้าก่อนเป็นคณะแรก เมื่อเดินเข้าไปท้องพระโรงที่ประทับ เห็นเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ประทับนั่งบนพระเก้าอี้แล้ว เมื่อเข้าไปใกล้ข้าพเจ้ากำลังจะคุกเข่า ทรงทอดพระเนตรเห็นไม่มีอาสนะ สำหรับนั่งของพระสงฆ์จึงทรงตรัสให้คณะเจ้าหน้าที่เร่งปูอาสนะตรงเฉพาะพระพักตร์พอดี ครั้นเจ้าหน้าที่ปูอาสนะแล้ว ยังไม่ทันจะได้คุกเข่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงตรัสถามว่า “มาจากวัดไหน” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “เกล้ากระหม่อมมาจากวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร เมืองซันวัลเล่ย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา” ทรงตรัสถามต่อว่า “แล้วสังกัดวัดไหน” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “เกล้ากระหม่อมสังกัดวัดศรีโสดา พระอารามหลวง จังหวัดเชียงใหม่ขอรับกระหม่อม” ทรงตรัสเป็นภาษาเหนือต่อว่า “อู้เหนือได้ก่” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “อู้ได้ครับ” จากนั้นเจ้าพนักงานยื่นผ้าไตรให้ข้าพเจ้า ทูลถวายเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ตามด้วยหนังสือที่ระลึกงานเปิดป้ายวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร หลังจากถวายหนังสือแล้ว ข้าพเจ้า กราบทูลถวายว่า “เป็นรายงานผลการปฏิบัติสังฆกรณียกิจในต่างประเทศ” ทรงตรัสถามว่า “มีกี่วัด กี่รูปในสหรัฐอเมริกา ที่นครลอสแองเจลิสมีกี่วัด” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ในระแวกใกล้เคียงกัน วัดฝ่ายธรรมยุต ราวๆ 4 วัด ได้แก่ วัดภูริทัต วัดป่าธรรมชาติ วัดอริยวงศ์ วัดสันติ ฝ่ายมหานิกายมีราวๆ 5 วัด ได้แก่ วัดไทยลอสแองเจลิส วัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร วัดไทยศรีโสดาซันวัลเล่ย์ วัดมอญรามัญ วัดพระเชตวัน เป็นต้น” ทรงตรัสถามอีกว่า “ในวัดมีกี่รูป” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ในวัดไทยสุชาดาธรรมจาริกสังฆวิหาร ในพรรษามี 6 รูป ออกพรรษาลากลับไทยเพราะวีซ่าหมด ตอนนี้เหลือ 3 รูป ขอรับกระหม่อม” ทรงตรัสถามว่า “ทำไมไม่ต่อวีซ่าที่โน่นเลย” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “บางรูปอาสาไปจำพรรษาชั่วคราวขอรับกระหม่อม บางรูปเป็นวีซ่าท่องเที่ยว ครบกำหนดต้องกลับมาก่อน แล้วค่อยกลับไปใหม่ขอรับกระหม่อม” ทรงตรัสว่า “อ้อ…ไม่ได้ทำวีซ่าทำงาน”
………………………………
หลังจากที่ข้าพเจ้ากราบทูลแล้วก็แนะนำตัวผู้ขอประทานเข้าเฝ้าตามลำดับ เริ่มจาก ดร.ธวัช ราษฎร์โยธา ประธานมูลนิธิ ซึ่งแต่ละท่านจะเข้าประเคนพวงมาลัยข้อพระกร เจ้าพระคุณสมเด็จฯ รับประเคนแล้ว จากนั้นเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จะประทานวัตถุมงคลให้ทุกคน จนมาถึงคุณแซม คุณแพม และคุณไก่ ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “สามท่านนี้อยู่อเมริกายาวนานมากกว่า 30-40 ปี ขอรับกระหม่อม” ทรงมีพระเมตตาตรัสถามสนทนาปราศรัยอย่างเป็นกันเอง พระองค์ท่านยังทรงสัพยอกว่า “อยู่อเมริกานาน ทำไมพูดไทยได้” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ถ้าใครไปอยู่วัดไทยในอเมริกาต้องเก่งภาษาลาว ภาษาอีสาน ขอรับกระหม่อม” ทรงตรัสเป็นภาษาอีสานกับคณะผู้เข้าเฝ้า ว่า “ข่อยกะเว้าได้อยู่” เป็นที่เฮฮา จากนั้นทรงตรัสถามข้าพเจ้าว่า “เป็นคนที่ไหน” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า โยมแม่เป็นคนอีสาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอรับกระหม่อม” ทรงตรัสว่า ครูบาอาจารย์ อาจารย์ฝั้น อาจารย์มหาบัว ก็เป็นคนอีสาน เคยไปอยู่อีสาน” จากนั้นทรงตรัสเป็นภาษาอังกฤษแล้วให้ข้าพเจ้าออกสำเนียงเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงมีพระอัธยาศัยและทรงมีพระอัจฉริยะภาพอันงดงาม ทรงตรัสเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ภาษาอีสาน และภาษาเหนือกับคณะผู้ขอเฝ้า จนทำให้ข้าพเจ้าไปไม่เป็น ไปต่อไม่ได้ ลืมคำราชาศัพท์ที่ท่องมาตั้งแต่เมื่อคืนไปสิ้น
……………………………………..
จนสมควรแก่เวลาเจ้าพนักงานส่งสัญญาณให้คณะผู้เข้าเฝ้า มารับน้ำพระพุทธมนตร์ ทรงมีพระเมตตาขยายความน้ำพระพุทธมนตร์ว่า “มาจากพระอุโบสถด้านใน ซึ่งวัดนี้เป็นวัดที่รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้น เหมือนกับวัดเบญจมบพิตร วัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ภายในพระอุโบสถมีพระบรมราชรีรังคารรัชกาลที่ 5 ด้วย ถ้ายังไม่เคยเข้าไปกราบนมัสการก่อน” จากนั้นทรงพรมน้ำพระพุทธมนตร์ พร้อมตรัสพระคาถาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่คณะผู้เข้าเฝ้า คณะกัลยาณมิตรทั้ง 7 ท่าน กราบเบญจางคประดิษฐ์ 3 ครั้ง กราบทูลลา หลังจาที่คณะกราบทูลลา เจ้าพนักงานขยับอาสนาะของข้าพเจ้ามาตรงหน้าพระพักตร์ ให้ข้าพเจ้ากราบทูลลา ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “เกล้ากระหม่อมขอกราบทูลลา” ทรงตรัสถามว่า “จะกลับอเมริกาเมื่อไหร่” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ออกพรรษาขอรับกระหม่อม” ทรงตรัสต่อว่า “มาจำพรรษาที่นี่รึ” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “เกล้ากระหม่อมมาอบรมพระอุปัชฌาย์ และอบรมบาลี เสร็จแล้วถึงกลับขอรับกระหม่อม” ทรงตรัสสัพยอกว่า “ถ้าอบรมไม่ผ่านก็ไม่กลับใช่ไหม” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “เกล้ากระหม่อมตั้งใจว่า ถ้าผ่านพระอุปัชฌาย์จะไปผูกพัทธสีมาที่วัดขอรับกระหม่อม” ในขณะที่กราบทูลเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ข้าพเจ้าก็ค่อยๆขยับคลานออก พระองค์ยังทรงตรัสถามและสนทนามาเรื่อยๆ เนื่องจากมีคณะกัลยาณมิตรรอขึ้นเฝ้าอีกหลายคณะจึงยกมือวันทาแล้วถอยหลังออกมา
………………………………………
วันจันทร์ที่ 30 มกราคม จึงเป็นวันแห่งความปลื้มปีติแก่คณะผู้เข้าเฝ้า ที่ได้เห็นพระเมตตา พระบารมี และพระอารมณ์ขันในเจ้าพระคุณสมเด็จฯ
